610711 ตลาดวิถีธรรม สวนป่านาบุญ 9

ตลาดวิถีธรรม จัดควบคู่ไปกับค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรม เป็นตลาดแห่งการแบ่งปันจำหน่ายสินค้าในราคาบุญนิยม 4 คือ ขายต่ำกว่าท้องตลาด ขายเท่าทุน ขายต่ำกว่าทุน และแจกฟรี ภายใต้แนวคิด ของดี ราคาถูก ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ

ในวันสุดท้ายของค่ายสุขภาพที่สวนป่านาบุญ ๙ ทางทีมงานจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมจึงจัดตลาดเพื่อให้ชาวค่ายได้เรียนรู้และรู้จักตลาดแบบบุญนิยม สินค้าที่นำมาจำหน่ายเป็นสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน ข้าว พืชผักไร้สารพิษ เพื่อให้ผู้ซื้อได้ประหยัดค่าใช้จ่าย และเป็นโอกาสให้จิตอาสาแพทย์วิถีธรรมและผู้เข้าค่ายสุขภาพได้ร่วมเสียสละแบ่งปันข้าวของ แรงกาย แรงใจ แรงปัญญา เพื่อให้เกิดประโยชน์และความผาสุกทั้งผู้ให้และผู้รับ

ซึ่งพี่น้องที่เป็นพ่อให้แม่ให้ในตลาดวิถีธรรมวันนี้ก็มีหลายร้าน เริ่มจากส่วนของร้านอาหาร มีทั้งอาหารสุขภาพและอาหารปรับสมดุลเช่น ข้าวผัดเกลือ มะเขือย่าง ผัดถั่วงอก มัน กล้วย ฟักทองนึ่ง อาหารปรับสมดุลเช่น ข้าวมันไก่มังสวิรัติ เต้าหู้ทอด ขนมเปียกปูนอ่อน ขนมครก รวมมิตรถั่ว กะท้อนทรงเครื่อง

ซึ่งรสชาติของขนมที่นำมาจำหน่ายและแจกฟรี จะไม่หวานจัด ออกไปทางจืด วัตถุดิบที่ใช้ในบางเมนู ก็ได้มาจากสวน เช่น กระท้อน ก็ใช้กระท้อนที่ปลูกอยู่ในสวนป่านาบุญเก้า ส่วนขนมครกที่ทำ ก็ให้ชาวค่ายฟรี คนละไม่เกินสองคู่เท่านั้น และให้ชาวค่ายนำภาชนะมาใส่เอง

ในส่วนของพืช ผักไร้สารพิษ จาก สวนป่านาบุญ ๙ ก็มีหลากหลาย เช่น มะละกอ วอเตอร์เครส ไชยา ผักปลัง พริก มะเขือเปราะ มะเขือยาว ยอดแคบ้าน โสมไทย ก็จำหน่ายในราคาถูก 2 ถึง 5 บาท เท่านั้น

ซึ่งในตลาดวิถีธรรมครั้งนี้มีพี่น้องจิตอาสาชาวค่ายสุขภาพมาร่วมแบ่งปันด้วย เช่น คุณสามารถและครอบครัว นำข้าวสารไร้สารพิษมาจำหน่าย และแจกพันธุ์ข้าว กข ๖๙ ทับทิมชุมแพ ให้กับผู้ที่สนใจ ฟรี , คุณโกสุมนำแตงกวา และถั่วฝักยาวไร้สารพิษมาจำหน่ายในราถูก ทุกอย่างกองละ 5 บาท

กิจกรรมขายสินค้าในราคาขาดทุนครั้งนี้ ขายถั่วจากซองละ 5 บาท เหลือ 1 บาท และยังมีกิจกรรมแจกฟรี! สมุดโน๊ต จนจบค่ายสุขภาพด้วยความอิ่มเอิบเบิกบานแจ่มใส

อาจารย์หมอเขียวให้พี่น้องชาวค่ายร่วมกล่าวโศลกธรรม


“ให้ แล้วคิดที่จะไม่เอาอะไรจากใคร ให้ได้” เย้!

สำหรับผู้ที่สนใจแนวคิดเกี่ยวกับตลาดวิถีธรรม สามารถฟังและอ่านได้จากข้อมูลด้านล่างต่อไปนี้

แนวคิดตลาดวิถีธรรม โดย อาจารย์หมอเขียว ดร.ใจเพชร กล้าจน

ตลาดวิถีธรรมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เป็นตลาดที่เราใช้แนวคิดบุญนิยม ใช้หลักการของพระพุทธเจ้า ของพ่อหลวง ของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ของพระโพธิสัตว์ … ตลาดวิถีธรรมนั้น เป็นตลาดตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงที่ใช้หลักการบุญนิยม 4 ข้อ ในการดำเนินตลาด มีหลักการ  “ของดี  ราคาถูก ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ

ข้อ 1 ของดี คือ เอาสิ่งที่ดีที่เป็นประโยชน์มาจำหน่าย ไม่เอาสิ่งที่เป็นโทษมาจำหน่าย อย่างเช่น สิ่งที่เป็นโทษอย่าง อบายมุข เหล้า บุหรี่ อย่างนี้เป็นต้น เราก็ไม่เอามาจำหน่าย เนื้อสัตว์ ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้าต่าง ๆ อะไรที่เป็นโทษเป็นภัยต่อชีวิต เราก็ไม่เอามาจำหน่าย เอาสิ่งที่เป็นประโยชน์มาจำหน่าย นี่คือของดี

ข้อ 2 ราคาถูก เราจะมีราคาอยู่ 4 ระดับ คือ ถ้าจะเอากำไรบ้างก็ “ขายต่ำกว่าท้องตลาด” ถ้าเราพอมีทุนรอนเราก็ “ขายเท่าทุน” ถ้าดีไปกว่านั้นอีกเราก็ “ขายขาดทุน” เป็นการแบ่งปัน ดีไปกว่านั้นอีกก็ “แจกฟรี

เพราะฉะนั้นราคามี 4 ระดับ มีต่ำกว่าท้องตลาด เท่าทุน ต่ำกว่าทุน แจกฟรี ราคาเรามี 4 ระดับอย่างนี้ ก็แล้วแต่ว่าพ่อค้าแม่ขายจะทำการแบ่งปันในระดับไหนได้ … 4 ระดับ เพื่อลดความโลก โกรธหลง ของพ่อค้าแม่ขาย เป็นการแบ่งปันสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับผู้อื่น และเป็นการถ่ายทอดเนกขัมมะธาตุ ธาตุแห่งการเสียสละด้วยใจที่บริสุทธิ์นั้นให้กับผู้คนที่ได้มาสัมผัส ได้มาเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น ก็ทำให้จิตวิญญาณของทุกท่านที่มาร่วมกิจกรรมกันนั้น เป็นกิจกรรมที่ดีงาม นี่ก็ราคาถูก

ข้อ 3 ซื่อสัตย์  คือ เราก็มีของดีอยู่เท่าไหร่ เราก็ขายเท่านั้น ไม่เอาของปลอมมาขาย ไม่ใช่ว่าเราขายดี เช่น พืชผักไร้สารพิษขายดี ขายหมด ก็ไปเอาพืชมีสารพิษมาขาย ไปหาซื้อตรงนั้นตรงนี้มา ไปเอาตรงนั้นตรงนี้มา อย่างนี้เป็นต้น อันนี้เราไม่เอามันโกหก อันนี้ไม่ซื่อสัตย์ มีเท่าไหร่เราก็ขายเท่านั้น หมดเราก็เลิก หรือบอกประสิทธิภาพ เราก็บอกตามจริง ของเรามีประสิทธิภาพแค่ไหนอย่างไร เราก็บอกตามจริงไม่โกหก มีประสิทธิภาพแค่ไหนอย่างไร มีข้อควรระมัดระวังอย่างไร ก็บอกไปตามจริงไม่โกหก ไม่เหมือนโฆษณาทั่วๆ ไป โฆษณาทั่วไปเขาโกหก ของจริงนิดเดียวโกหกก็ไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่อง บางทีเค้าโฆษณายาสระผม สระเสร็จสวยเชียวนะ เราไปสระเหมือนเขา ยุ่งไม่เห็นสวยเลย อะไรอย่างนี้เป็นต้น เรื่องอื่นๆ ที่เขาโฆษณากันทุกเรื่อง เขาจะโฆษณาเกินความเป็นจริง มันเป็นบาปไม่ดี เราก็บอกตามความเป็นจริงสิ ซื่อสัตย์ไม่โกหก

ข้อ 4 มีน้ำใจ คือ เรามีอะไรที่เราจะแบ่งปันกันได้ เราก็แบ่งปันด้วยใจที่บริสุทธิ์ ตามหลักการของเรา ตามหลักการสัมมาทิฏฐิ คือ ให้ แล้วคิดที่จะไม่เอาอะไรจากใครให้ได้” นี่คือการแบ่งปันด้วยใจที่บริสุทธิ์ มีอะไรที่เราจะแบ่งปันกันได้ เราก็แบ่งปันกัน แบ่งปันวัตถุข้าวของ แบ่งปันความรู้ แบ่งปัญญาต่างๆ ความสามารถต่างๆ ให้แก่กันและกัน ทำอะไรไม่ได้ก็ยิ้มให้กันก็ยังดี ดีกว่าไม่ทำอะไร อย่างนี้เป็นต้น

แบ่งปันอะไรกันได้ที่เราจะให้แก่กันและกันได้ เป็นมิตรไมตรีต่อกัน เป็นสิ่งดีๆ ที่จะมีให้แก่กันและกัน เราก็แบ่ง อย่างเช่นยกตัวอย่าง เรามาซื้อ พี่น้องมาซื้อ อะไรที่เราไม่จำเป็นต้องใช้ เราก็ไม่ต้องซื้อ นี่ก็เป็นการแบ่งปัน เป็นการแบ่งปันความประหยัดให้กับตัวเราเอง ให้กับครอบครัวของเรา เราซื้อเฉพาะสิ่งที่เราจำเป็นต้องใช้ ต้องกินต้องใช้ ไปฝากใครๆ ก็ว่ากันไปตามนั้น ๆ ถ้าอะไรไม่ต้องกินไม่ต้องใช้ เราก็ไม่ต้องซื้อ อย่างนี้เป็นต้น แบ่งปันความประหยัดให้กับเรา ให้กับครอบครัวเรา ก็เป็นแบ่งปันตัวอย่างที่ดีให้กับสังคม ได้แบ่งวัตถุข้าวของที่คนอื่นจะได้ใช้ เขาก็จะได้ใช้ แต่นี่เราไปซื้อมาทั้ง ๆ ที่เค้าจะต้องได้ใช้ เขาก็ไม่ได้ใช้ ใช่ไหม ? อย่างนี้เป็นต้น ก็ไม่ดี

ถ้าเราเอาเท่าที่เราต้องใช้ ต้องใช้อะไรก็เอาเท่านั้น ที่เหลือก็ได้แบ่งปันให้กับคนอื่นต่อไป นี่ก็เป็นการแบ่งปันนะครับ หรือว่าบางอย่างของมีน้อย เราก็แบ่งกันตามน้อย มีมากเราก็แบ่งกันตามมาก มีมากเราก็แบ่งกันไปตามมากได้ บางอย่างมีน้อย แหม..ราคาถูก เราซื้อคนเดียวหมดเลย โอ้โห..เพื่อนไม่ได้เลย อย่างนี้เป็นต้น นี่ไม่เข้าท่าเลยนะ นี่ไม่ใช่ตลาดแห่งการแบ่งปัน นี่ไม่ใช่ตลาดวิถีธรรม กลายเป็นตลาดวิถีทุกข์ ตลาดวิถีเห็นแก่ตัว อันนี้ไม่ดี เราก็แบ่งปันกันไป มีน้อยแบ่งตามน้อย มีมากแบ่งตามมาก นี่เป็นสัจธรรมตามวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิต ตามความเป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้ ก็ว่ากันไป อย่างนี้เป็นต้น

แบ่งปันกันไปอย่างนี้ คือ บางอย่างต้องเข้าคิว เพราะว่าคนต้องการเยอะ เราก็เข้าคิว เป็นการแบ่งปันความยุติธรรมให้แก่กันและกัน ถึงกระนั้นก็ตาม แบ่งปันความยุติธรรมใครมาก่อนได้ก่อน ใครมาทีหลังได้ทีหลัง ถึงกระนั้นเรายังมีน้ำใจซ้อนเข้าไปอีกว่า บางทีคนที่มาทีหลังเราเป็นคนเจ็บป่วย คนไม่สบาย อายุยาว อ่อนแอ อย่างนี้เป็นต้น หรือว่ารีบร้อนด้วยเหตุใดๆ เราก็สลับคิวให้ได้ นี่ก็เป็นน้ำใจที่มีให้กันและกันได้ อย่างนี้เป็นต้น หรือมีเรื่องอื่น ๆ ที่เราจะแบ่งปันกันได้ ช่วยกันอย่างนู้นอย่างนี้ บางทีเอ้าคนเจ็บคนป่วย คนไม่แข็งแรง หิ้วข้าวของพะลุงพะลัง เรามีน้ำใจ ก็ช่วยหิ้วได้ อย่างนี้เป็นต้น อะไรก็ได้ที่เราจะแบ่งปันกันได้

คุณค่าสูงสุดของตลาดวิถีธรรมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ไม่ได้อยู่ที่วัตถุข้าวของ คุณค่าไม่ได้อยู่ที่วัตถุข้าวของ วัตถุข้าวของมีฤทธ์เท่ากับฝุ่นปลายเล็บ แต่คุณค่าสูงสุดอยู่ที่น้ำใจ น้ำใจมีฤทธิ์เท่ากับดินทั้งแผ่นดิน เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีน้ำใจให้แก่กันนั้นจะสั่งสมบุญกุศล บุญก็ได้ชำระทุกข์ในใจ เราได้อิ่มทิพย์ กุศลเราก็ได้สะสมเป็นวิบากดี ที่จะดูดสิ่งดีเข้ามาในชีวิตเรา ดันเรื่องร้ายออกไป อย่างนี้เป็นต้น นี่คือสิ่งที่มีค่า

สิ่งที่มีค่า คือ น้ำใจที่มีให้แก่กันและกันผ่านวัตถุข้าวของ ซึ่งก็อาจไม่ได้มีราคามากมายนัก วัตถุข้าวของก็มีราคาตามที่มี  ไม่ใช่ของแพงอะไร แต่วัตถุข้าวของนั้น เราพยายามหาสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะหาได้มาให้พี่น้อง แล้วก็เป็นการสื่อความจริงใจที่มีให้แก่กันและกัน

เพราะฉะนั้นน้ำใจนั้น ผ่านไปทางเครื่องมือ คือ วัตถุข้าวของนั่นเอง ตัวจริงๆ ไม่ใช่ตัววัตถุข้าวของ ก็คือน้ำใจ พอเข้าใจไหม ตัวจริงก็คือ น้ำใจ เค้าไม่ใช่วัตถุข้าวของ วัตถุข้าวของเป็นสื่อเท่านั้นเอง เป็นเครื่องมือที่สื่อสารความมีน้ำใจให้แก่กันและกัน อันนี้คือสิ่งที่มีค่าที่สุด เพราะฉะนั้นแต่ละคนถ้าได้ทำสิ่งที่มีค่าให้แก่กันและกัน ก็คือเราได้พัฒนาความมีน้ำใจ

การให้ด้วยใจที่บริสุทธิ์ ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นวัตถุข้าวของ ความสามารถใดๆ พฤติกรรมใดๆ ที่เราจะให้สิ่งดีแก่กันและกันได้ นั่นเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด เป็นบุญที่ยอดเยี่ยมที่สุด เป็นกุศลที่สูงที่สุด อันจะนำสิ่งดีเข้ามาสู่ชีวิตเรา ดันเรื่องร้ายออก แล้วก็เป็นพลังความดีที่จะไปเกื้อกูลมวลมนุษยชาติสืบไป

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *