610720 ตลาดวิถีธรรม ศาลีอโศก

ตลาดวิถีธรรมหลังค่ายสุขภาพที่ศาลีอโศก ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2561 ในตลาดมีกิจกรรมมากมาย สามารถดูภาพสรุปเหตุการณ์ได้ และรับชมวีดีโอบรรยากาศการจัดตลาดได้ในลิงก์ด้านล่าง

ตลาดวิถีธรรม หนุนนำสังคม เกื้อกูล มีน้ำใจ เกี่ยวกับตลาดวิถีธรรม โดย หมอเขียว ดร. ใจเพชร กล้าจน

ตลาดวิถีธรรมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เป็นตลาดที่เราใช้แนวคิดบุญนิยม ใช้แนวคิดของพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ ใช้แนวคิดพระพุทธเจ้า พ่อหลวง พ่อครู พระโพธิสัตว์ ที่ท่านได้รู้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตมนุษย์นี้ คือ การพึ่งตน แบ่งปัน และการเสียสละ เพราะฉะนั้นท่านก็ได้มีแนวคิดในเรื่องของการลดโลภ โกรธ หลง การทำสิ่งที่ดีให้กับโลก ก็จะมีแนวคิด บุญนิยม

หมอเขียว ดร.ใจเพชร กล้าจน
หมอเขียว ดร.ใจเพชร กล้าจน

กลั่นออกเป็นแนวคิดบุญนิยม 4 ข้อ แนวคิดการค้าบุญนิยม ของดี ราคาถูก ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ นี่คือเศรษฐกิจที่มั่นคงยั่งยืนที่สุดในโลกชั่วกัปชั่วกัลป์ จะนำความอยู่เย็นเป็นสุขมาให้ ทั้งผู้ทำทั้งผู้มาใช้บริการต่างๆ ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จะมั่นคงยั่งยืนที่สุดเลย ของดี ราคาถูก ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ จะนำทั้งเศรษฐกิจที่มั่นคงยั่งยืน นำทั้งความอยู่เย็นเป็นสุขมาสู่ผู้คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ของดี ราคาถูก ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ

ของดี คือ เอาสิ่งที่ดีที่เป็นประโยชน์มาจำหน่าย ไม่เอาสิ่งที่เป็นโทษเป็นภัยมาจำหน่าย สิ่งใดเป็นประโยชน์เราก็เอามาจำหน่าย สิ่งที่เป็นโทษเป็นภัยไม่เอามาจำหน่าย นี่คือของดีนะ เพราะงั้นเหล้าบุหรี่เราไม่เอามาจำหน่าย เนื้อสัตว์อย่างนี้เป็นต้นนะ ไม่เอามาจำหน่ายนะ ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า อะไรอย่างนี้เป็นต้น อะไรที่เป็นโทษเป็นภัย เราไม่เอามาจำหน่าย ต้องเอาสิ่งที่ดีที่มีประโยชน์มาจำหน่าย

ราคาถูก ก็มีราคาอยู่ 4 ระดับ 1) ต่ำกว่าท้องตลาด 2) เท่าทุน 3) ขาดทุน 4) แจกฟรี มีราคาอยู่ 4 ระดับ ราคา 4 ระดับทำไมทำราคา 4 ระดับนี้ ? ถ้าเราจะต้องเอากำไรบ้าง เป็นการลดโลภ โกรธ หลง ในชีวิตเรานั่นแหละ

ระดับที่ 1 :  ถ้าเราจะเอากำไรบ้าง เราก็จะต้องขายให้ต่ำกว่าท้องตลาด ต้องต่ำกว่าท้องตลาด ถ้ายังมีความจำเป็นต้องมีกำไรอยู่บ้าง ก็ต้องต่ำกว่าท้องตลาด นี่คือระดับที่ 1. ของเรา ระดับที่จะว่าไปแย่ที่สุดแล้วต่ำกว่าท้องตลาดนี่

ระดับที่ 2 : ดีขึ้นไปอีก เราขายเท่าทุน

ระดับที่ 3 : ดีขึ้นไปอีก ขาดทุนเลย ต่ำกว่าทุน หรือขาดทุนเลย มีเหลือแบ่งปันไปอีก ขาดทุนเลย

ระดับที่ 4 : ดีที่สุดเลย แจกฟรีเลย

นี่แหล่ะการค้าบุญนิยมของเรา ก็มี 4 ระดับ แพทย์วิถีธรรมเราก็ทำมานานเลยนะ โอ้โห…ก็ยังรอดอยู่นะเนี่ย ยังเจริญรุ่งเรืองอยู่นะ ยังไม่ทันรุ่งริ่ง ก็รุ่งเรืองดีอยู่ ในขณะที่ทุนนิยมรุ่งริ่งไปหมดแล้ว ทุนนิยมก็จะเอาของราคาแพงมาขายกัน ต่าง ๆ ตรงกันข้าม ทุนนิยมตรงกันข้ามกับ 4 ข้อนี้ เขารุ่งริ่งกันหมดแล้ว แต่ของเรานี่รุ่งเรือง รุ่งเรืองด้วยความดีงาม ด้วยความผาสุก ตกลงราคาก็มี 4 ระดับนะ เพื่อลดโลภ โกรธ หลงในชีวิตของเรา และเพื่อทำประโยชน์ให้กับผองชน ก็ 4 ระดับ ของดีราคาถูกแล้วนะ

ซื่อสัตย์เป็นยังไง ? ซื่อสัตย์ก็คือว่า ข้าวของเรานี่นะ เรามีของดีอยู่เท่าไหร่ เราก็ขายเท่าที่เรามี หมดแล้วเราไม่เอาของปลอมมาขาย แต่คนไม่ซื่อสัตย์นะ โอ๊ยขายของดีหมด เห็นขายดีหมด ไปเอาของปลอมมาขายเลยนะ อย่างมีพืชไร้สารพิษ สมมุติเป็นต้นนะ โอ้ขายจนหมดเลยพืชไร้สารพิษ เห็นขายดีไปเอาพืชมีสารพิษที่ไหนก็ได้มาขายเลย ซื้อจากตลาดนู้นตลาดนี้ หรือที่ไหนก็แล้วแต่มาขายเลยอย่างนี้ นี่คือคนไม่ซื่อสัตย์ อย่างนี้เรียกว่าไม่ซื่อสัตย์ อย่างนี้เป็นต้น เล่าให้ฟัง หรือประเด็นอื่นๆ เหมือนกัน ของดีหมดแล้วไปเอาของไม่ดีมาขาย ของปลอมมาขาย ไม่ซื่อสัตย์แล้ว คนนี้ไม่ซื่อสัตย์

ประเด็นต่อมาในเรื่องความซื่อสัตย์ก็คือ เราจะบอกประสิทธิภาพตามจริง ของเรานี่มีประสิทธิภาพเท่าไหร่ เราบอกตามจริงไม่โกหก มีข้อควรระมัดระวังอะไรก็บอกตามจริงไม่โกหก ไม่ใช่โอ้โหโฆษณาเกินจริงเลย อย่างในทีวีนี่เขาโฆษณาเกินจริงทั้งนั้นแหละ โอ๊ยเยอะแยะไปหมดเลย โอ๊ยสระผมนี่นะ สระเสร็จนี่สวยเลยนะ สลัดนี่โหววว…สวยเชียว ปัดโธ่เอ๊ย เราไปสระไม่เห็นเป็นอย่างนั้นเลย คนที่เขาทำเค้าเล่าให้ฟัง เค้านั่นแหละเป็นคนทำ เค้าว่าอย่างนั้นนะ เค้าต้องไปแต่งภาพ สีอะไรต่างๆ นะ ตกแต่งภาพให้มันดูดี จริงๆ มันไม่เป็นอย่างนั้นหรอก เค้าว่าอย่างนั้นนะ เค้าโกหก ไอ้รถที่ว่ามันทน ๆ เค้าบอกพังไปตั้งหลายคัน ไอ้ที่ว่ามันกระแทกแล้วไม่เป็นไร แหม ตกหลุมตกล่องไม่เป็นไร โอ๊ยมันหักไปตั้งหลายคันแล้วเค้าว่า เค้าก็ไปออกแบบใหม่ไง ไอ้ที่จะโฆษณาต้องออกแบบไอ้ที่มันไม่พังไง แต่ที่มันใช้จริงมันไม่เท่ากับไอ้ตัวที่โฆษณานั่นหรอก เค้าว่าอย่างนั้นนะ อะไรอย่างนี้เป็นต้น เค้าพูดไม่จริงหมดหรอก เล่าให้ฟัง ๆ เล่าให้ฟังว่า โอ้ยเราไม่เอา ไม่เอา เค้าโกหกเยอะ

บางทีนะ ไอ้ของมีพิษแท้ๆ เลย เขาใส่อะไรล่ะ ใส่ผักบุ้งไป 2 เส้น ตำลึง 2 เส้น โฆษณามีวิตามิน จากผักบุ้งตำลึง ปัดโธ่เอ๊ย ทีไอ้ผงชูรสเต็มอยู่ในนั้นน่ะ สารกันบูดเต็มไม่เห็นพูดอะไรเลย โอ๊ยบอกว่ามีวิตามิน มีคุณค่าจากอันนี้ อันนี้ ไอ้พิษน่ะเต็มไปหมด ไม่พูดนะ เค้าไม่บอกความจริง เค้าไม่บอกความจริงหรอก โฆษณาเนี่ย โฆษณานี่บาปที่สุดเลย ผิดศีลข้อ 4 เยอะมาก พวกโฆษณาเนี่ยบาป ผิดศีลข้อ 4 โกหกแหลกลาญ โหย…ไม่รู้จะบาปไปถึงไหน น่าสงสารนะ น่าสงสารนะ เค้าาทำบาปกัน โกหกคน หลอกลวงคน ก็เป็นอันว่าเราไม่โกหก ไม่หลอกลวง ไม่โฆษณาทั่วไป เราบอกความจริงเลย ของเราดีแค่ไหนอย่างไร มีข้อควรระมัดระวังอะไร บอกความจริงกันไปเลยตามจริง ไม่โกหก ซื่อสัตย์ เราต้องซื่อสัตย์

ข้อสุดท้าย มีน้ำใจ มีน้ำใจก็คือว่า เราจะเป็นตลาดแห่งการแบ่งปัน เป็นตลาดแห่งความดีงาม มีอะไรที่เราจะแบ่งปันกันได้เราก็แบ่งปันกัน อย่างเช่น อะไรที่มันจำเป็นเราก็ซื้อ อะไรไม่จำเป็นเราก็ไม่ซื้อ อย่างนี้เป็นต้น เพราะเราไม่ซื้อในสิ่งที่ไม่จำเป็น เราก็ได้แบ่งปันความประหยัดให้กับชีวิตเรา ให้กับครอบครัวของเรา เป็นตัวอย่างที่ดีกับ สังคมใช่ไหม ? เราก็ซื้อในสิ่งที่จำเป็นในชีวิตเราเท่านั้น เราจะใช้อะไรหรือจะไปฝากใครยังไง เราก็เอาเท่าที่จำเป็น จำเป็นตามที่ต้องใช้จริงแล้วก็จบ อย่าไปเอาเกินนั้น อย่าไปซื้อเกินนั้น แม้เราจะมีเงินก็ตาม เราต้องรู้จักการแบ่งปันความประหยัดให้กับตัวเราเอง ให้กับครอบครัว เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสังคม และเมื่อเราไม่ได้ซื้อสิ่งนั้นที่เราไม่จำเป็น คนอื่นที่เขาจำเป็นจะได้ใช้ เค้าก็จะได้ใช้ ใช่ไหม ? เพราะการแบ่งให้คนอื่นได้ใช้ บางทีโอโห…เราไม่ได้ใช้เราซื้อมา เสร็จเลย คนอื่นไม่ได้ใช้เลย ทั้งๆ ที่เค้ามีความจำเป็นใช่ไหม ? อย่างนี้เป็นต้น อย่างนี้เราก็ต้องแบ่งปัน เป็นการแบ่งปันให้แก่กันและกันแบบนี้

บางอย่างข้าวของมันมีน้อย เราก็แบ่งกันตามน้อย ข้าวของมีมาก เราก็แบ่งกันตามมาก บางอย่างก็มีน้อยเดียว ข้าวของมีอยู่นิดเดียว ราคาถูกซื้อหมดคนเดียวเลย คนอื่นไม่ได้เลย เพราะงั้นไม่ดี นี่ไม่ใช่ตลาดแห่งการแบ่งปันแล้ว นี่เป็นตลาดแห่งการกอบโกย ใช่ไหม ? เป็นการกอบโกยแล้ว มือใครยาวสาวได้สาวเอามันไม่ดี เป็นตลาดแห่งความเห็นแก่ตัว ตลาดไม่รู้จักพอ มันต้องแบ่งปันกัน มีน้อยแบ่งกันตามน้อย มีมากแบ่งกันตามมาก อย่างนี้ดีที่สุดเลย

บางอย่างต้องเข้าคิว เพราะคนต้องการเยอะ เราก็แบ่งปันความยุติธรรมให้แก่กันและกันก็เข้าคิว ใครมาก่อนก็ได้ก่อน ใครมาหลังก็ได้ทีหลังก็เข้าแถวกัน อย่างนี้เป็นต้น ถึงกระนั้นเราก็ยังมีน้ำใจว่า บางทีคนที่มาทีหลังเรานี่ รีบด่วน เจ็บป่วย อ่อนแอ ด้วยประเด็นนู้นประเด็นนี้ เราเห็นก็มีน้ำใจสลับคิวให้ก็ได้ เรามีน้ำใจสลับคิวให้ นี่คือความมีน้ำใจที่คนจะมีให้แก่กันและกัน อย่างนี้เป็นต้น หรือเราสามารถแบ่งปันอะไร ๆ ได้ก็แบ่งปันกัน ทำอะไรไม่ได้เลยก็แบ่งปันรอยยิ้มก็ได้ ยิ้มให้ก็ได้ ไม่เสียตังค์ ยิ้มไม่เสียตังค์ ก็ได้ความสุข แบ่งปันรอยยิ้มให้แก่กันก็ได้ บางท่านหิ้วของพะรุงพะรังหนักมาก อะไรที่เราพอช่วยหิ้วก็ได้ อะไรอย่างนี้เป็นต้นนะ อะไรก็ได้ที่เราจะช่วยเหลือกันได้

คนเราเกิดมาเป็นคน เกิดมามีชีวิตแล้ว มันได้หลงเกิดมาแล้ว มันได้หลงเกิดมาแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เกิดมาจากความหลง เกิดมาจากอวิชชา” มันได้หลงเกิดมาแล้ว มันได้หลงทำชั่วมาเยอะแยะไปหมดแล้ว หลงแล้งน้ำใจมาเยอะแยะไปหมดแล้ว เราก็ทุกข์ เราก็เลิกหลงสักที มาเป็นคนมีน้ำใจให้แก่กันและกัน มามีวิชามีน้ำใจให้แก่กันและกัน เป็นพลังความดีโอบอุ้มโลก โอบอุ้มเรา โอบอุ้มโลก นี่แหละดีที่สุด แบ่งปันปัญญาให้แก่กันและกันก็ได้ แบ่งปันอะไรก็ได้ที่เราจะแบ่งปันกันได้ ในสิ่งที่ดีงามนี่เป็นเรื่องที่ดี ที่เราจะถือโอกาสแบ่งปันกันในตลาดวิถีธรรมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า นอกจากการแบ่งปัน เผื่อแผ่กันแล้ว สัตว์ทั้งปวงหามีที่พึ่งอย่างอื่นไม่

นอกจากการแบ่งปัน เผื่อแผ่กันแล้ว สัตว์ทั้งปวงหามีที่พึ่งอย่างอื่นไม่ ก็แปลว่า ที่พึ่งแท้ของทุกชีวิตก็คือ การแบ่งปัน น้ำใจ วัตถุข้าวของของเราอาจจะไม่มีค่าทางวัตถุเท่าไหร่ทางราคา อาจจะไม่ใช่ของที่มีราคาแพง ไม่ได้ของที่ตีราคาสูง อย่างนู้นอย่างนี้เท่าไหร่ แต่คุณค่าของเค้าอยู่ที่น้ำใจ เราคัดของที่มีประโยชน์ที่สุดเท่าที่เราจะสรรหาได้ แล้วก็มาเป็นจุดเชื่อมโยงน้ำใจที่จะมีให้แก่กันและกัน เพราะฉะนั้นวัตถุข้าวของนั้นเป็นเครื่องมือ เป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงความดีงาม ให้คนได้มีโอกาสทำความดีงาม ให้คนได้มีโอกาสซึมซับคุณค่าของความดีงาม เพราะความดีงามเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในโลก เมื่อจิตวิญญาณของทุกชีวิตนั้นพัฒนาไปสู่ความดีงามความมีน้ำใจ ในตลาดวิถีธรรมหรือในองค์ประกอบใดๆ กิจกรรมงานใดๆ ก็แล้วแต่ นั่นแหละคือความเจริญสูงสุดของมนุษย์แล้ว นั่นคือบุญกุศลที่ได้มากที่สุดแล้ว

อาจารย์จะเล่าให้ฟังนิดนึงนะว่าจริง ๆ นี่นะ สมมตินะเราลดราคาลงไป วัตถุข้าวของชิ้นนี้เราลดไป 1 บาท 10 บาท ถ้านำเงิน 1 บาท 10 บาท ไปให้คนเฉย ๆ มันมีค่าอะไรเยอะไหม ? ไม่เยอะนะ มันไม่เยอะนะ มันไม่ได้เยอะอะไรนะ เงิน 1 บาท 10 บาท เอาไปให้ใครใช้แป๊บเดียวก็หมด เผลอ ๆ ซื้ออะไรแทบไม่ได้เลยใช่ไหม ? แต่เชื่อไหมว่าถ้าชีวิตเราวัตถุข้าวของเราเท่าไหร่ก็ตาม เราลดลงไป 1 บาท 10 บาท ลดราคาลงไปมีน้ำใจให้คนอื่น ด้วยใจที่บริสุทธิ์ ไม่อยากได้อะไรเลย ค่าของเขานี่ไม่ใช่เงิน 1 บาท 10 บาทนะ ฟังดีๆ นะ ค่าของเขาคือ น้ำใจ”  ซึ่งมันตีค่าไม่ได้ มันตีค่าไม่ได้ มันเป็นโอกาสที่จะทำให้คนนั้นได้บำเพ็ญบุญกุศล แม้เงินทองเราไม่ได้มีมากมาย แต่ว่าเราสามารถทำบุญกุศลที่ใหญ่ได้ ด้วยน้ำใจ ทำด้วยความจริงใจ ด้วยน้ำใจ เราลดลงไปได้เท่าไหร่ที่จะไม่เบียดเบียนตัวเอง เราก็ทำเท่าที่เราจะไม่เบียดเบียนตัวเองและมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น อย่างนี้เป็นต้น

อาจารย์ยกตัวอย่างอันหนึ่งว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง มันมีเหตุการณ์อยู่ในประเทศจีน สมัยเค้าต่อสู้กันนะ เสร็จแล้วมีคน ๆ หนึ่ง เค้าคลานไปเลยนะ มีคน ๆ นึงเค้าไม่มีอาหารการกิน แล้วเค้าคลานไปในบ้านหลังหนึ่ง ไปหน้าบ้านหลังนึง แล้วเจ้าของบ้านก็มาเห็น มาเห็นก็เลยให้ข้าวไปเพราะเค้าหิวข้าวมาก ให้ข้าวคน ๆ นั้นไป จากนั้นหลายปีต่อมา ปรากฏว่าเจ้าของบ้านเขาเป็นขุนนาง เขากำลังถูกโจรทำร้าย ปรากฏว่ามีใครก็ไม่รู้นะ นั่นแหละในกลุ่มโจรด้วยกันเอง ออกมาต่อสู้ปั๊บ ๆ จนโจรทั้งหมดพ่ายแพ้ไปหมด ถอยไปหมดเลย มาช่วยขุนนางคนนั้น ขุนนางคนนั้นก็เลยถามว่า มาช่วยเค้าทำไม ? เอ้าก็อยู่ในกลุ่มโจรแล้วไม่ฆ่าเค้า ทำไมไม่ปล้นเค้า ไม่ทำร้ายเค้า แล้วทำไมไปทำร้ายกันเอง ทำร้ายโจรเอง แล้วทำไมมาช่วยเค้าทำไม ? เค้าก็เลยพูดว่า “ท่านจำได้ไหม เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว มีชายคนนึงเขาหิวข้าวมาก อดโซมาก แล้วไปที่หน้าบ้านของท่าน แล้วท่านก็ให้ข้าวไปก้อนหนึ่ง ชายคนนั้นก็คือเค้านั่นแหละ ชายคนนั้นก็คือเค้า”

ข้าวก้อนหนึ่งมันจะมีค่าอะไรนักหนาใช่ไหม มันไม่ได้มีค่าอะไรนักหนา ข้าวก้อนเดียวน่ะ มันไม่มีค่าอะไรนักหนาใช่ไหม ?  แต่สำหรับคนที่อดอยากมีค่ามากไหม ? มากนะ สำหรับโอ้โหคนที่กำลังจำเป็นอยู่ตอนนั้นมีค่ามาก แล้วก็น้ำใจของเขา น้ำใจของเจ้าของบ้านที่มีค่ามาก ที่ผ่านออกไปทางก้อนข้าวเท่านั้นเอง แท้ที่จริงสิ่งที่มีค่ามากกว่าข้าว คือน้ำใจของเขา ใช่ไหม ? น้ำใจของเขานั่นแหละ

นี่แหละอาจารย์ก็เล่าให้ฟังว่า เรื่องของน้ำใจ เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในโลก ไม่มีอะไรมีค่าไปกว่าน้ำใจ ต่อให้โดยไม่อยากได้อะไรนี่แหละ ดีที่สุดในโลก สุขที่สุด ดีที่สุด มีอานิสงส์มากที่สุด เราต้องไม่อยากไปได้อะไรกับใคร เรามีโอกาสที่จะแบ่งปันอะไรใครได้ แม้มันจะเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีค่าอะไรมากมายหรอก แต่เราแบ่งได้ เราจงแบ่งเถอะ คุณค่าทางราคามันอาจจะไม่ได้มีราคาอะไรมากมาย แต่ว่าน้ำใจที่เราได้มีโอกาสให้กับคน โดยเฉพาะคนที่จำเป็นที่ต้องใช้สิ่งนั้น ยิ่งมีค่ามากที่สุดในโลก นี่คือสิ่งที่มีค่าที่สุดในโลก และความสุขที่สุด และเป็นที่พึ่งแท้ของโลก

อาจารย์ก็เล่าให้ฟังอย่างนี้นะ เอาละก็ได้เวลาที่เราจะได้เปิดตลาดวิธีธรรมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ก็ขอเปิดตลาดตามแนววิถีธรรมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ณ บัดนี้

บรรยากาศการจัดตลาดวิถีธรรม ศาลีอโศก

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *